วัดป่าตาล ตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ยินดีต้อนรับ
 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

ประวัติและความเป็นมาวัดป่าตาล 

(Root) 2009819_51402.jpg

     วัดป่าตาล ตั้งอยู่เลขที่ 49 บ้านป่าตาล หมู่ที่ 4  ต.บวกค้าง อ.สันกำแพง  จ.เชียงใหม่   สังกัดคณะ  สงฆ์มหานิกาย  ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่  2 ไร่  3 งาน  37 ตารางวา อาณาเขตมีที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่ 84 ตารางวา วัดป่าตาลสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2325 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2487 มีคณะศรัทธา 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านป่าตาล บ้านต้นดู่และบ้านแม่แต รวม 300  หลังคาเรือน

      วัดป่าตาลเริ่มสร้างขึ้นในคราวที่ชนพม่าไตยยองได้อพยพมาจากเมืองสิบสองปันนาในปี พ.ศ.2348  มาอยู่เมืองลำพูนและ บางส่วนได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ตามชายแดนเมืองเชียงใหม่ด้านทิศใต้ เช่นตำบลบวกค้างในปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมบริเวณนี้เป็นป่าไม้ไผ่และหญ้าคา   ขณะนั้นมีสองตายายมาอาศัยอยู่ทางทิศเหนือของวัดและปลูกฝักทองขึ้นปกคลุมขึ้นที่เป็นกู่ (เจดีย์ร้าง) จึงมองเห็นบริเวณนี้เป็นกู่คงเป็นวัดร้างมาก่อน   สมควรจะเป็นวัดสืบต่อไปจึงได้ชักชวนกันแผ้วถางก่อสร้างวัดขึ้นมา และบริเวณที่เป็นกู่คือตรงที่พระประธานในวิหารของวัดทรงประทับอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้

  (Root) 2009819_51599.jpg

      วัดป่าตาล(นางเหลียว) เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 200 ปี มีประวัติการสร้างมายาวนานอีกวัดหนึ่งของชุมชนชาวยองในตำบลบวกค้าง ซึ่งภายในวัดยังมีพระพุทธรูปสิงห์ ๑ เก่าแก่ศักดิ์สิทธิคู่วัดมาช้านานคือ “องค์หลวงพ่อเมตตา” และมีพระพุทธรูปองค์ประธานในพระวิหารปูนปั้นที่งดงามยิ่ง สำหรับประวัติวัดป่าตาลเริ่มสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๒๕ เดิมเป็นวัดร้างมาจนถึงสมัยรวบรวมไพร่พลผู้คนเชื้อสายยองที่มาจาก เมืองยอง(เขตจังหวัดเชียงตุงประเทศพม่าในปัจจุบัน) ถูกกวาดต้อนมาอยู่เมืองเชียงใหม่ได้ตั้งหลักปักฐานเป็นชุมชนในตำบลบวกค้างปัจจุบัน ดังจะเห็นรองรอยของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภาษาพูดของชาวบ้านป่าตาลที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์  บริเวณวัดป่าตาลเมื่อในอดีตมีสภาพเป็นกู่หรือมีซากสิ่งก่อสร้างอย่างเช่น พระธาตุเจดีย์ เมื่อมีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่เป็นชุมชนจึงได้รับการบูรณะและสร้างเป็นวัดขึ้นใหม่

                        (Root) 2009819_51434.jpg

      ยุครุ่งเรืองของวัดป่าตาลเมื่อในอดีต สมัยเจ้าอธิการคำอ้าย ปุญญทินโน เป็นเจ้าอาวาสท่านครองวัดนี้นานกว่า 60 ปี (พ.ศ.2450–2513) ได้ทำการสร้างถาวรภายในวัดให้รุ่งเรืองมีพระภิกษุเข้ามาบวชอยู่จำพรรษาอยู่เป็นจำนวนมากจนขนาดที่ว่าวัดใกล้เคียงที่ขาดพระอยู่จำพรรษาต้องมาขอเอาพระจากวัดป่าตาลไปอยู่ อย่างเช่นวัดพญาชมพู อำเภอสารภี เมื่อในอดีตว่าเว้นเจ้าอาวาสศรัทธาชาวบ้านได้มานิมนต์เอาพระอธิการดวงดี สุมโน จากวัดป่าตาลไปเป็นเจ้าอาวาส พระครูรัตนถิราจาร(ครูบาอิ่นแก้ว กาวิโร) วัดศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ก็บวชที่วัดป่าตาลแล้วได้ย้ายไปอยู่ที่เชียงแสนและเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดศรีดอนมูล ดังนั้นพอที่จะแสดงให้เห็นว่าวัดป่าตาลในสมัยก่อนมีความรุ่งเรืองมาตามลำดับ โดยมีเจ้าอาวาสครองวัดและมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาอยู่มิได้ขาดจนถึงปัจจุบัน

      การเดินทางมา เมื่อท่านเดินทางมาจากตัวจังหวัด บนถนนสายเชียงใหม่-อำเภอแม่ออน สายตัดใหม่ (ถนนเส้นซุปเปอร์ดอนจั่น) ถึงบริเวณสี่แยกบ้านต้นดู่ ให้เลี้ยวขวา ก็จะเป็นหมู่บ้านต้นดู่และติดๆกันนั้นก็จะเป็นหมู่บ้านป่าตาล และวัดป่าตาล ภายในวัดก็จะมีถาวรวัตถุประกอบด้วยพระวิหาร มีพระประธานซึ่งก่อด้วยอิฐถือปูนที่มีพุทธลักษณะอันอ่อนช้อยงดงาม หมู่กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ศาลาบาตร ซุ้มประตูและกำแพง ปัจจุบันทางวัดได้ดำเนินการก่อสร้างพระธาตุเจ้าจอมยอง และวิหารเพื่อไว้ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่คู่วัดขึ้น นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่จัดแสดงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวยองเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ให้กับชุมชนและผู้ที่สนใจทั่วไปได้เยี่ยมชม

(watpatan) 200984_53998.jpg

     ปัจจุบันวัดป่าตาลมีพระอาจารย์สมุห์มงคล ฐิตมฺงคโล เป็นเจ้าอาวาส และเป็นผู้ที่ริเริ่มในการอนุรักษ์และเก็บร่วมรวมข้าวของเครื่องใช้ในวิถีชีวิตของคนยองมาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้น ร่วมถึงเป็นผู้ที่มีบทบาทในการส่งเสริมวัฒนธรรมและให้ลูกหลานชาวยองให้รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวยองตลอดจนการพูดภาษายอง

 ลำดับเจ้าอาวาสวัดป่าตาล

  1.       1. ครูบาคำ (มาจากเมืองแพร่ )
  2.       2. ครูบาจ๋อม
  3.       3. ครูบาปัน
  4.       4. เจ้าอธิการคำอ้าย    ปุญญทินโน    พ.ศ. 2450 -2513   
  5.       5. พระอธิการบุญทา    อินทเนตโต    พ.ศ.2513 - 2515
  6.       6. พระอธิการจันตา     อินทเนตโต    พ.ศ.2515 - 2536
  7.       7. พระอธิการประเสริฐ  ทพพชาติโก   พ.ศ. 2536 – 2539
  8.       8. พระอธิการไพศาล   พิมพสิริวณโณ พ.ศ.2539-2547
  9.       9. พระอธิการมงคล     ฐิตมงฺคโล     พ.ศ. 2547 -  ถึงปัจจุบัน    

  

  

  

 

 
คำขวัญวัดป่าตาล
“ส่งเสริมการศึกษา      วิทยากล้าแกร่ง
แหล่งรวมธรรมะ         พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
พิพิธภัณฑ์ชาวยอง”
 
 
 
วัดป่าตาล ต.บวกค้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
 
       
       
       
       
       
 
 
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       

 ห้องสมุดพุทธศาสนา วัดป่าตาล

(library) 2009915_51568.jpg

          พระอาจารย์สมุห์มงคล  ฐิตมงฺคโล ได้จัดสร้างห้องสมุดพุทธศาสนานี้ขึ้นเพื่อให้ศรัทธาสาธุชนทั้งหลายที่ชอบอ่านหนังสือธรรมะยืมไปดู หรือจะนำไปอ่านที่บ้าน ซึ่งได้รวบรวมหนังสือธรรมะ ข้อคิด คติธรรม คำสอนตามหลักพุทธศาสนาและหนังสือที่เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนยอง รวมทั้ง CD  VCD  และ MP3 ให้ศรัทธาญาติโยมได้ศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้ และสามารถยืมไปดูที่บ้านได้ฟรี โดยนำบัตรประชาชนมาวางไว้

        ตัวอย่างหนังสือธรรมะที่มีให้ห้องสมุด หนังสือพระไตรปิฏกฉบับประชาชน พุทธธรรม พุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี ชั้นโท  ชั้นเอก (กระทู้ ธรรม พุทธและวินัย) พระเวสสันดรชาดก กฏแห่งกรรม การฝึกปฏิบัติธรรมกรรมฐานเบื้องต้น บทสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น ธรรมลีลา ประจำเดือน และอื่น ๆ

(library) 2009917_44932.jpg (library) 2009917_44980.jpg (library) 2009917_44701.jpg
(library) 2009917_44893.jpg (library) 2009917_44715.jpg (library) 2009917_44756.jpg

         ตัวอย่างCD  VCD  MP3 สารคดีพระพุทธเจ้า ตามรอยพระพุทธเจ้า พุทธประวัติ (ฉบับการตูน์ หนัง สารคดี) เทศน์แหล่มหาชาติ นรก อบายภูมิ เปรต พญานาค ผ่าศพ ทอล์คโชว์นายแพทย์พงษ์ศักดิ์  ธรรมะเดลิเวอรี่ เทศน์ของท่านพุทธทาส ธรรมะบรรณาการ ตอบปัญหาปุจฉา-วิสัชชนา เทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ ตุ๊ลุงทอง วัดโสภณาราม และสื่อการสอน อบรมต่าง ๆ และอื่น ๆ หนังสือเกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรม คนยองย้ายแผ่นดิน ประวัติคนยอง มื้อจันทร์วันดี เจี๊ยก้อม นิทายพ้นบ้านล้านนา ตำนานเมืองยอง คนเมือง ประเพณีสิบสองเดือนของคนยองและคนเมือง ค่าวฮำ 

(library) 2009918_46235.jpg (library) 2009918_46279.jpg (library) 2009918_45417.jpg

การได้ร่วมเผยแผ่ธรรมะถือว่าเป็นการบำเพ็ญธรรมทาน คือการให้  ธรรมที่ประพุทธเจ้าตรัสสรรเสริฐว่าเป็นธรรมอันยอดเยี่ยม " สพฺพทานํ  ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง " 

ห้องสมุดพุทธศาสนาเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น.


(library) 2009915_48195.jpg (library) 2009915_48278.jpg
(library) 2009915_48324.jpg (library) 2009915_48367.jpg
(library) 2009915_48404.jpg (library) 2009915_48443.jpg
   

 

ยองคือใคร 


 

           ยองเป็นชื่อเรียกกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไทและมีถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่ที่เมืองยอง ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงตุงประเทศพม่า ในภาคเหนือของไทยมีชุมชนชาวยองกระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ กันหลายแห่ง เช่น เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย น่านและแพร่ มีความเห็นต่าง ๆ กันเกี่ยวกับชื่อยองและลื้อ มีการแบ่งแยกระหว่างภาษาลื้อและยอง นำไปสู่การแบ่งกลุ่มคนที่พูดภาษาลื้อว่าเป็น “ไทลื้อ” ที่พูดภาษายองว่าเป็น “ไทยยอง” โดยอ้างถึงข้อแตกต่างเล็กน้อยของสองภาษา เช่น การแตกตัวของเสียงวรรณยุกต์ ในภาษาลื้อมีการแตกตัวเป็นสอง ขณะที่ภาษายองแตกตัวเป็นสาม ในประเด็นนี้ยังมีความสับสนอยู่มากเพราะคนที่พูดภาษายองบางกลุ่มเรียกตนเองเป็นลื้อ เช่น ยองที่ลำปาง ดังนั้นการใช้ลักษณะทางภาษาศาสตร์อาจไม่สามารถแบ่งกลุ่มชนได้อย่างชัดเจนตายตัวนัก หรืออาจจะไม่สามารถแบ่งอย่างตายตัวได้เลยไม่ว่าจะใช้หลักวิชาการใด ๆ อย่างไรก็ตามนักวิชาการจำนวนมากลงความเห็นว่ายองคือลื้อกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่เมืองยอง ส่วนคำว่าไท หรือไต นั้นโดยทั่วไปนักวิชาการจะใช้เป็นคำเรียกกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท แล้วเติมหน้าชื่อเฉพาะเพื่อกำหนดกลุ่มคนให้ชัดเจน เช่น ไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ ไทดำ ไทแดง และไทหย่า เป็นต้น แต่ชาวบ้านใช้คำว่า ไต ให้ความหมายว่า คนหรือชาวไตบ้านม่อน คือคนบ้านม่อน ชาวเชียงใหม่ได้ไปเยี่ยมเยี่ยนสิบสองปันนาจะได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดีมาก หากอ้างตัวว่า เป็น “ปี้น้องไต” คำว่าไทยยองสำหรับชาวบ้านไม่มีความหมายในทางชาติพันธุ์ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หมายถึง ชาวยองที่ต่างจากฮ่อ เพราะเป็นไต และเป็นคนที่มาจากเมืองยอง

 

(zzzzz) 200993_67003.jpg

 

การอพยพและการตั้งถิ่นฐานของชาวยองตำบลบวกค้าง 

 

          ตำนานสิบห้าราชวงค์ได้กล่าวไว้ว่า ในปี จ.ศ. ๑๑๔๘ หรือ พ.ศ.๒๓๒๙ “เจ้ามหาอุปราชสั่งให้นายคำมูล นายวร นายน้อยกาวิละ คุมไพร่พลหนึ่งร้อยคน ไปเกลี่ยกล่อมเจ้าฟ้าเชียงตุง ชักชวนเจ้าฟ้าเชียงตุงฟื้นบ้านเมือง แต่เจ้าฟ้าเชียงตุงกลัวไพร่เมืองจะล้มตายมาก ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจึงไปชักชวนเจ้าฟ้าเมืองยอง เจ้าฟ้าเมืองยองเห็นด้วย พากันไปกอบกู้บ้านเมือง แต่ว่าพ่ายแพ้ นายคำมูล นายกาวิละ เจ้าฟ้าเมืองยองพากันหนีมาทางเกาะเมืองไชยและเมืองหลวงปูคา จึงมาถึงบ้านเมือง 

            ในช่วงเวลานี้พระยากาวิละยังเก็บรวบรวมไพล่พลอยู่ที่ป่าซาง  ดังนั้นไพร่พลของเจ้าฟ้าเมืองยองอาจได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในป่าซางเลยมาถึงเขตสันกำแพงด้วย ในปี พ.ศ.๒๓๔๗ เมื่อเจ้าอุปราชยึดเมืองเชียงแสนได้จากพม่า ได้อพยพไพร่พลจากเชียงแสนมาอยู่เชียงใหม่ ในปีต่อมายึดได้เมืองยอง ให้เจ้ารัตนราชวังหลวง มีบริวารได้ ๕๐๐ คน เจ้าศรีบุญมาเมืองลคอร มีบริวารได้ ๕๐๐ คน กับพระยามหิยังครัฐบุรีสี่พี่น้องและท้าวพระยาข้าเจ้าไพร่ไทยเมืองยองทั้งหมด ลงมาเผี้ยวถากเมืองหริภุญไชย

           การตั้งถิ่นฐานของชาวยองในเขตตำบลบวกค้างนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับบริเวณอื่น ๆ ของล้านนา กล่าวคือ มีหลักฐานไม่ชัดเจนนัก ระบุการตั้งถิ่นฐานก่อนยุคเจ้ากาวิละ “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” เช่น ตำนานเกี่ยวกับพุทธทำนาย หากจะยอมรับการใช้สัญลักษณ์ในตำนานที่ตีความว่ายักษ์ คนป่า หรือสัตว์ป่านี้หมายถึงคนในท้องถิ่นหรือคนพื้นเมืองที่ยังป่าเถื่อน ก่อนหน้าที่จะรับนับถือพุทธศาสนา แล้วกลายมาเป็นชุมชนที่มีอารยธรรมวัฒนธรรมขึ้นมา เมื่อนับถือพุทธศาสนาแล้ว พญาค่างเผือกและบริวารก็สามารถที่จะตีความว่าเป็นคนป่าเถื่อนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนี้ แล้วอาจจะได้รับนับถือพุทธศาสนาพร้อม ๆ การเข้ามาสู่หริภุญไชยของพระนางเจ้าจามเทวีก็เป็นได้  นอกจากนี้ยังมีตำนานหมู่บ้านที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของรัฐหริภุญไชย การที่ขบวนเสด็จของพระนางเจ้าจามเทวีผ่านสถานที่ต่าง ๆ ทำให้เกิดชื่อหมู่บ้าน อาทิ หมู่บ้านช้างเว้น หรือช่างเพี้ยน หมู่บ้านโป่งช้างคต หรือบ้านโป่งในปัจจุบัน แสดงว่ามีการตั้งถิ่นฐานมานานก่อนสมัยกาวิละ แต่ไม่แน่ว่าจะเป็นกลุ่มคนใดเพราะเขตออนใต้เองเป็นเขตที่มีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและมีชุมชนหนาแน่นมาตั้งแต่สมัยราชวงค์มังราย มีความเป็นไปได้ว่าและมีย้ายถิ่นออกไปในบางยุคบางสมัยที่มีศึกสงครามหรือข้าวยากหมากแพง   โดย 

๒๓๐๖ ...ม่านได้เชียงใหม่ อยู่ได้๒๓วันลพุร บ้านสันทการแตก ม้านกวาดเอาเจ้าตนลูกองคำ แลไพร่ไทยชาวเชียงใหม่ไปอังวะนั้นเสี้ยง... พม่าก็เหมือนกับรัฐแบบจารีตในเอเชียอาคเนย์ที่มุ่งเพิ่มกำลังคนในแก่บ้านเมืองของตน ดังนั้นเมื่อยึดล้านนาได้ จึงกวาดต้อนคนกลับไปเสริมกำลังในพม่าไม่ต้องการทิ้งไว้เป็นกำลังในการต่อต้านอำนาจของตน และได้เชียงแสนซึ่งอยู่ชายแดนเหนือสุดเป็นอำนาจการปกครองล้านนาและรัฐไทใกล้เคียง ที่สำคัญคือเป็นปราการปกป้องกันรัฐฉานของพม่าด้วย เอกสารของข้าราชการอังกฤษที่เข้ามาสู่ล้านนาในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ นั้นกล่าวว่า

...ประชากรส่วนใหญ่ของที่นี่  มาจากเชียงตุง เมืองยอง เชียงแสน และเมืองอื่นๆ ทางเหนือ เป็นไพร่พลของอังวะ แต่เมื่อ ๓๔ ปีมาแล้ว เนื่องจากถูกแม่ทัพและทหารพม่าที่มาประจำการอยู่กดขี่ข่มเหงตามประสาผู้พิชิต กลุ่มเจ้านายจึงได้ตกลงลับๆกับเจ้านายของที่นี้ และรัฐอื่นๆแถบนี้ที่เป็นเมืองขึ้นของสยามให้ ก่อกบฏปดแอกจากพม่า อพยพเป็นกลุ่มมาอยู่ภายใต้การคุ้มครอง(ของสยาม)...  อย่างไรก็ตามเจ้านายของเมืองเหล่านี้ยังรู้สึกว่าเจ้านายล้านาไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาที่จะให้ตั้งถิ่นฐานได้ตามความพอใจ และมีอำนาจการปกครองตนเอง ในทางตรงกันข้ามกับถูกแบ่งปันให้เจ้านายเมืองต่างๆ ไปเป็นกำลังใส่บ้านเมืองของตนเอง ข้าราชการอังกฤษที่ได้พบกับเจ้านายเชียงตุงและเมืองยองที่เชียงใหม่และลำพูนได้รับคำร้องเรียนและคำขอร้องที่จะเข้าไปอยู่ใต้อำนาจของอังกฤษ

            การตั้งถิ่นฐานที่ตำบลบวกค้างอาจสืบสาวมาจากความเป็นมาได้จากประวัติวัดบวกค้าง เพราะการสร้างหมู่บ้านมักสร้างควบคู่ไปกับการสร้างวัด แต่ก็มีปัญหาตรงที่ว่าตำนานวัดฉบับเก่าแก่ตั้งเดิมนั้นได้สูญหายไป แต่คำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านว่า วัดบวกค้างเป็นวัดเก่าแก่ สร้างเป็นวัดแรกของตำบลนี้ เคยมีคัมภีร์ใบลานจารึกไว้แต่สูญหายไปแล้ว เหลือเพียงจารึกไม้ ระบุคร่าว ๆ ว่า จ.ศ.๑๑๘๒ สาธุหลวงเจ้ายาสิริ พระเจ้าสุริยวงศา พร้อมด้วยบริวารท้าวขุนได้ร่วมกันสร้างพระอุโบสถหนึ่งหลังพร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก ๒๐๐ องค์ มีผู้สันนิษฐานว่าวัดนี้อาจเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือสร้าง เพราะปรากฏมีเครื่องสูงสำหรับแห่ธรรม ทำด้วยไม้แกะสลักสวยงามเก็บไว้ อย่างไรก็ตามธรรมเนียมที่วัดมีเครื่องสูงทำด้วยไม้แกะสลักไว้แห่ในพิธีกรรมต่าง ๆ นั้น เป็นธรรมเนียมของวัดลื้อและยองในสิบสองปันนาและเชียงตุง เมื่อตรวจสอบกับตำนานเมืองเชียงใหม่แล้ว เจ้ากระหม่อมสุริยวงค์นั้นไม่น่าจะเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ แต่เป็นเจ้าสุริยะวงค์เมืองยองที่ได้เดินทางมาเชียงใหม่พร้อมกับ ลูกหลานคนครัวเมืองยอง เมื่อครั้งเจ้ามหาอุปราชธรรมลังกาไปรบพม่าที่เมืองยาง จึงน่าจะเป็นไปได้ว่า ผู้คนที่มาจากเมืองยองโดยมี เจ้ากระหม่อมสุริยะวงค์เป็นเค้า นั้นอาจจะเป็นบรรพบุรุษของชาวยองตำบลบวกค้างก็เป็นได้

            อีกด้านหนึ่งก็มีการเล่าต่อกันมาว่าชาวยองจากเมืองยองได้อพยพมาอยู่ที่โยนก เชียงแสน ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ่อก้าง ปัจจุบันในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นจึงอพยพมาอยู่ที่วกค้าง สันกำแพง ปรากฏว่าชาวยองนิยมสร้างเรือนแบบที่คนเมืองเรียกว่า เรือนแบบเชียงแสน ทำให้น่าคิดว่าชาวยองที่เชียงใหม่หรือลำพูนนี้อาจเป็นคนมาจากเชียงแสนก็ได้ หากพิจารณาดูความอุดมสมบูรณ์ของทั้งสองแห่งแล้ว น่าจะเป็นการย้ายจากบวกค้างไปอยู่บ่อก้างที่เชียงรายมากว่าเพราะที่นั่นอุดมสมบูรณ์กว่าเหมาะแก่การเพาะปลูก อย่างไรก็ตามการอพยพกลับย้อนขึ้นไปเชียงแสนอาจเกิดขึ้นได้เพราะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้เจ้านายล้านนาอพยพผู้คนไปตั้งถิ่นฐานที่เชียงแสนเพื่อดูแลชายแดนตอนเหนือ เจ้านายเมืองลำพูนได้รับหน้าที่อพยพคนที่เดิมเคยอยู่เชียงแสนกลับไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านเดิม

            การอพยพและการตั้งถิ่นฐานของชาวยองที่ตำบลบวกค้างนี้คล้ายคลึงกับกลุ่มไท ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณอื่น ๆ เช่น ลื้อที่น่าน ซึ่งมักจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นชุมชนสำคัญในอดีต แต่ก็ไม่สามารถจะบอกได้เป็นการจั้งถิ่นฐานที่สืบทอดมา เป็นไปได้ว่าเป็นการตั้งถิ่นฐานใหม่ในชุมชนเก่าที่ร้างไปในสมัยสงครามพม่า และฟื้นตัวขึ้นมาตามนโยบาย เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง

 

(zzzzz) 200993_67028.jpg

 

 

ประเพณีสิบสองเดือนของชาวยองตำบลบวกค้าง 

                 

              เดือนเกี๋ยง  ตรงกับเดือนตุลาคมของไทย  มีประเพณีสำคัญของพระพุทธศาสนา    คือ ประเพณีออกพรรษา  วันขึ้น ๑๕  ค่ำ  เดือนเกี๋ยงนี้เป็นวันออกพรรษาชาวบ้านมีการทำบุญใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะมารักษาศีลที่วัด  ก่อนวันออกพรรษา ๑ วันเป็นวันดา  ซึ่งเป็นวันที่จะจัดเตรียมอาหารคาวหวานเพื่อไปทำบุญที่วัด  นอกจากอายังมีข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียน  ถือเป็นวันหยุดไม่มีการทำงาน  ที่วัดพระสงฆ์และเด็กวัดจะจัดเตรียมสถานที่และและเครื่องมือเครื่องใช้ถ้วยชามสำหรับชาวบ้านที่มาทำบุญ

             ในวันออกพรรษาเวลาเช้าตรู่  ประมาณตี ๕ ถึง ๖ โมงเช้า  ชาวบ้านจะไปยังวัดที่ตนเองเป็นศรัทธาอยู่   ซึ่งก็เป็นวัดประจำหมู่บ้านหรือวัดร่วมของหลายๆหมู่บ้าน  นำข้าวตอกดอกไม้มาใส่ที่ขันแก้วทั้ง ๓ คือ  ขันพระพุทธ  พระธรรมและพระสงฆ์  พร้อมกับสวดว่า “….อะระหัง  ปัจจะตัง  ยะธิตัง...”    จากนั้นจะไปทานขันข้าว  คือ  ถวายอาหารแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  “พ่อเกิดแม่เกิด”  แล้วหยาดน้ำลงในภาชนะที่เตรียมไว้  เมื่อพระสวดถึงชื่อบุคคลที่ต้องการถวายทานไปหา  พิธีทางศาสนาจะเสร็จสิ้นลงประมาณ ๗ นาฬิกาชาวบ้านที่เป็นหนุ่มสาวจะกลับบ้าน  ส่วนคนแก่คนเฒ่าจะอยู่ต่อฟังเทศน์ในวิหาร

            ประเพณีทางศาสนาในเดือนเกี๋ยง  อีกอย่างหนึ่งคือ  การตักบาตรเทโว  กระทำกันในวันแรม    ค่ำ  เป็นโอกาสที่ชาวบ้านจะได้ร่วมกันตักบาตรเป็นจำนวนมาก  ส่วนมากทำบนถนนสายหลักของหมู่บ้าน   ชาวบ้านจะเตรียมอาหารทั้งคาวหวาน  ข้าวสุก  ดอกไม้ธูปเทียนนามใส่บาตรโดยจะมีการนิมนต์พระมาเป็นจำนวลมาก  ชาวบ้านจะยืนเรียงรายตามข้างถนนเพื่อรอตักบาตรเมื่อพระมาถึงผู้ใส่บาตรจะถอดรองเท้าก่อนแล้วจึงใส่บาตร  มีข้อห้ามไม่ให้ถูกต้องบาตรเป็นอันขาด โดยเฉพาะผู้หญิง  ใส่บาตรเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้านช่องของตน  ถือว่า

เป็นการทำบุญที่จะได้กุศลอย่างแรงกล้า

           ประเพณีทอดผ้าป่า  เป็นประเพณีที่ยังกระทำกันอยู่แม้จะไม่มากเท่าสมัยก่อน    ทั้งนี้เป็นประเพณีที่แสดงถึงความสามัคคีของชาวบ้าน       เป็นการทำบุญร่วมกันจะมีเจ้าภาพจัดทอดผ้าป่า โดยเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคที่จะถวายวัดใส่ลงใน   “จองหลิ่ง”  ที่มี ๔ ขา  ใช้ไม้ไผ่และกิ่งมะขามผูกให้คล้ายๆกับต้นไม้ในป่าแล้วยกขบวนแห่ของถวายไปวัด  มักมีการฟ้อนนำ   จุดประทัดเพื่อความครึกครื้น  เมื่อทำการถวายและรับพรจากพระสงฆ์แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน

          เดือนยี่   มีประเพณีลอยกระทง  เพื่อลอยเคราะห์   ทำกันวันขึ้น  ๑๒  ค่ำ จะมีการปล่อยโคมลอย  จุด “ผะตีป”   เพื่อให้ความส่วางไสวแก่บ้านเรือน  บางบ้านจะทำประตูโขงตกแต่งด้วยต้นอ้อยต้นมะพร้าวต่างๆ   ในตำบลบวกค้างไม่มีการลอยกระทงเพราะไม่มีแหล่งน้ำขนานใหญ่พอ    ชาวบ้านจึงนิยมเข้ามาในเมืองลอยกระทงที่น้ำปิงแทน ในเดือนนี้เช่นกันจะมีประเพณีตังธรรมหลวง  หรือตั้งธรรมหลวงยี่เป็ง     และ  “ ยอตานธรรมหรือตานหาเผตหาผี” เป็นการถวายทานอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

         เทศกาลสำคัญๆ ทางพุทธศาสนาจะเป็นโอกาสที่ผู้คนจะได้แสดงจิตศรัทธาในศาสนา   และแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในชุมชน   กรณีการตั้งธรรมหลวงวันยี่เป็งหรือ    การตานก๋วยหลวงเป็นตัวอย่างที่ดี   ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำซึ่งเป็นวันดาหรือเป็นวันเตรียมข้าวของอื่นที่จะใช้  มีการนำ“ข้าวหม้อแกงหม้อ”   มารับประทานกันที่วัด   เป็นงานที่สนุกม่วนงันเพราะเป็นโอกาส    ที่วัดจะเทศน์ครบ  ๑๓  กัณฑ์  เริ่มตั้งแต่เช้ามืดจนถึงใกล้สว่างของอีกวันหนึ่ง  ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์จะตระเตรียมข้าวของถวายเอาไว้   ถือว่าเป็นบุญกริยาสำหรับตนเองและครอบครัว

 

(zzzzz) 200993_67052.jpg

 

เดือน ๓  เป็นช่วงหลังการเก็บเกี่ยว  จะมีการสู่ขวัญข้าวเพื่อบูชาแม่โพสพ   แสดงความรู้คุณทำพิธีที่ทุ่งนา    ใช้ไก่ต้ม    ตัว  เหล้า    ไห   ขนม และผลไม้กล้วยอ้อย   หมากและเมี่ยง   ใส่กระทงใหญ่ไปวางไว้ในที่นาของตน   และมีการช้อนขวัญข้าวมาไว้ที่ยุ้งข้าว    โดยนำสวิงและข้อง  ไปทำทีเหมือนช้อนเอาขวัญข้าว   กล่าวคำเรียกขวัญครั้งหนึ่งก็ช้อนครั้งหนึ่ง   มักทำในเวลาเช้า  เครื่องเซ่นมีข้าว  ๑ ปั้น กล้วย ๑ ลูก  ใบพลูและผ้าขาว

            เดือน ๔ มีประเพณีตานข้าวใหม่   ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่าชาวนาผัวเมียคู่หนึ่งเก็บเกี่ยวแล้ว  ก็นำข้าวไปถวายพระ   แต่พระไม่รับบอกให้นำข้าวนั้นไปให้แก่พ่อแม่ก่อน   หรือให้บรรพบุรุษกินก่อน   จึงเกิดเป็นธรรมเนียมว่า หลังฤดูการเก็บเกี่ยวจะมีการตานข้าวใหม่ให้แก่พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว   เป็นการอุทิศส่วนบุญกุศลให้   ระลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ที่ได้ให้ไร่นาเป็นมรดกทำให้มีข้าวกินตลอดปี  ขั้นตอนต้นของพิธีตานข้าวใหม่เหมือนกับการทำบุญตักบาตรมีการถวายอาหารคาวหวาน  ข้าวต้มมัด  และขนมต่างๆที่ทำด้วยข้าว  มันต้มและเผือกต้ม   ที่ตำบลบวกค้างชาวบ้านจะนำข้าวสุก ข้าวสาร และข้าวเปลือกไปถวายที่วัด  เพื่อบูชาพระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์  บางวัดได้ข้าวเป็นจำนวนมาก   จนต้องนำออกขาย  เงินที่ได้จากการขายข้าวเหล่านี้จะถูกแบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งถวายพระสงฆ์เพื่อใช้ในกิจจำเป็น  อีกสองส่วนเป็นของพระพุทธและพระธรรม   จะนำมาใช้บำรุงวัด   โรงเรียน  สาธารณูปโภคในหมู่บ้านและบริจาคบำรุงวัดในหมู่บ้านอื่นเมื่อมีงานปอย

            นอกจากนี้ยังมีประเพณีตานหลัวหิงไฟพระเจ้า  หรือการถวายฟืนเพื่อจุดให้พระพุทธรูปผิงไฟ   ทำเพื่อเป็นพุทธบูชา   ชาวบ้านเชื่อว่าพระพุทธรูปนั้นมีชีวิตจิตใจต้องการให้อาหารและความอบอุ่นเหมือนกับคน  ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้คนที่มาทำบุญในตอนเช้าในฤดูหนาวได้ผิงไฟรับความอบอุ่นด้วยเช่นกัน   พิธีตานหลัวหิงไฟพระเจ้าเริ่มโดยเจ้าอาวาสให้พระและเณรลูกวัดไปหาไม้ที่เหมาะสำหรับก่อไฟ เช่น ไม้คนทา ไม้โมกมัน ไม้โชค และไม้มะขามมาตัดเป็นท่อนขนาด ๑ วา เท่ากับพระชันษาของพระองค์   เอามาจุดสุมเป็นกองไว้ที่ลานข้างพระวิหาร   ชาวบ้านที่ต้องการร่วมถวายฟืน   จะเตรียมขันข้าวตอกดอกไม้  อาหารถวายพระสงฆ์และฟืน ๑ มัดมาร่วม   เริ่มการจุดไฟประมาณตี๔-๕  โดยเจ้าอาวาสเป็นผู้เริ่มจุดคนแรกประเพณีนี้ชาวยองบวกค้างปฏิบัติสืบต่อกันมาทุกปี   ชาวบ้านมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมากเพราะเชื่อว่าจะได้บุญกุศลแรง

            เดือน ๕ ประเพณีปอยน้อย  คือการบวชเณร   เนื่องจากในสมัยก่อนไม่มีการสอนหนังสือในโรงเรียน   จึงต้องให้เด็กชายได้บวชเป็นสามเณรเพื่อจะศึกษาหาความรู้ในวัดวาอารามทั้งเป็นการสร้างกุศลให้แก่พ่อแม่และแก่ตนเอง  เจ้าภาพคือพ่อแม่เด็กจะตระเตรียมเครื่องบวชรวมทั้งเครื่องนอน  มีผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม มุ้งและของใช้อื่นๆตามสมควร  ปอยน้อยนี้ใช้เวลา ๒ วัน สำหรับจัดเตรียมของและวันบวช  ในวันแต่งดาเครื่องครัว  จะมีการเอาเครื่องอัฎฐบริขารมาวางไว้โดยมีคนเฒ่าคนแก่นั่งอยู่ข้างๆ  คอยปั๋นปอนให้แขกที่มาร่วมทำบุญ  มีธรรมเนียมการแห่ลูกแก้วโดยให้แต่งเครื่องทรงกษัตริย์   นิยมให้ลูกแก้วขี่คอคน  ขี่ม้าหรือนั่งรถยนต์   โดยแห่จากบ้านไปถึงวัด   แสดงให้ชาวบ้านได้ทราบถึงความภาคภูมิใจของพ่อแม่ที่ได้บวชลูกชาย

            เดือน ๖ มีประเพณีการจัดงานปอยหลวงเพื่อฉลองถาวรวัตถุของวัด  เช่น กุฏิ วิหาร ศาลา โรงเรียน หอประชุม  หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆเพื่ออุทิศส่วนกุศลไว้ภายหน้า   งานปอยหลวงเป็นงานใหญ่   มีการเชิญหัววัดทั้งหลายมาร่วมด้วย   ชาวบ้านจะบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นและจัดเตรียมอาหารไว้รับแขกที่มาร่วมทำบุญ  ชาวบ้านจะต้องเตรียมครัวตาน   ทำตุงหรือช่อเพื่อถวายวัดไปประดับประดาสถานที่

             เดือน ๗ มีประเพณีสำคัญ คือ สงกรานต์ เป็น การฉลองวักขึ้นปีใหม่   เป็นประเพณีที่เสริมสร้างความสามัคคี  เป็นโอกาสที่พี่น้องจากบ้านไปได้กลับมาพบกันและได้ขอขมาลาโทษผู้ใหญ่ที่ได้ล่วงเกินไป   ประเพณีสงกรานต์มี ๓ วัน เริ่มตั่งแต่วันที่ ๑๓-๑๔-๑๕ เมษายน   โดยวันแรกเรียกว่า วันสังขารล่อง  เป็นวันส่งท้ายปีเก่า   ชาวบ้านมักเตรียมทำความสะอาดบ้านเรือน  ทำจิตใจให้แจ่มใสวันที่สองเป็นวันเนา  หรือวันเน่า   จะต้องพูดและทำแต่สิ่งดีงาม   ไม่ทะเลาะหรือด่าว่ากัน   ห้ามเด็ดต้นไม้ดอกไม้  มีคำกล่าวว่า ”ผักบอหื้อเด็ด  เห็ดบอหื้อไซ้”ชาวบ้านจะตระเตรียมทำอาหารและขนมไปวัด  ในตอนเย็นจะมีการขนทรายเข้าวัด  เพื่อก่อเจดีย์ทราย  เป็นการขนทรายเข้าวัดตามความเชื่อทีว่า  คนที่มาวัดจะได้มาเหยียบเอาทรายติดเท้าไป  จงต้องนำทรายใหม่มาทดแทน  ทรายเหล่านี้จะถูกใช้ในการก่อสร้างของวัดต่อไป

           วันที่สามเป็นวันพญาวัน  ชาวบ้านพากันไปดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอขมาลาโทษ  มีการ “ตานขันข้าว”เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว   หนุ่มสาวจะเอาตุงไปปักไว้บนกองทรายที่เตรียมไว้แต่วันก่อน  ในส่วนตุงนี้มีความเชื่อว่าตุงที่ปักตามทางที่เป็นตุงขนาดใหญ่  เรียกว่า “ตุงใจ” ชายหนุ่มจะไม่ทำเพราะจะทำให้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  จะล่องลอยปลิงเหมือนลมและยังเชื่ออีกว่าคนที่ตายไปแล้วจะได้เกาะชายตุงขึ้นสวรรค์   ชาวบ้านถือว่าวันพญาวันที่เป็นวันสำคัญต้องทำบุญสุนทานให้มาก   ต้องถือศีลอย่างเคร่งครัดและฟังเทศน์ฟังธรรม

            ในวันพญาวันนี้เช่นกัน  ชาวบ้านจะทำพิธีแห่ไม้ก้ำสะหลี   ในพิธีจะมีไม้ง่ามขนาดใหญ่ ๓ อัน  เชื่อกันว่าไม้ง่ามทั้งสามนั้นแทนพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จะเป็นหลักที่ทำให้เกิดความสุขความเจริญ  ค้ำชูให้มีอายุยืนยาว  นอกจากนั้นแต่ละครอบครัวจะทำไม้ง่ามอันเล็กขนาดยาวประมาณ ๑ ศอก ตามจำนวนสมาชิกในครอบครัวนำไปรวมกันไว้ที่วัดแล้วนิมนต์พระมาสวดทำพิธีสืบชะตา  แล้วนำไปวางไว้ใต้ต้นโพธิ์  ประเพณีนี้เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวยองที่เมืองยอง  ในตำนานระบุว่าเจ้าเมืองยองทุกพระองค์จะต้องนำไม้ไปค้ำต้นมหาโพธิ์ปีละ 1 ครั้ง ที่เมืองยองในพม่าปัจจุบันนี้ก็มีงานพิธีเรียกว่า  ปอยหลวงไม้ค้ำสรีคำ  ทุก ๆ ปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เหนือ คือเดือนพฤษภาคม  จะมีผู้คนจากเมืองต่าง ๆ เดินทางมาร่วมพิธี เช่น จากเมืองเชียงตุง ท่าขี้เหล็ก ท่าเดื่อ เมืองพะยาก เมืองโก เมืองเลน เมืองปะแลว เชียงลาบ  ตลอดจนเมืองสิง  เมืองเชียงแขนและเมืองลวง นำไม้มาค้ำต้นมหาโพธิ์ที่เรียกว่า  ไม้สรีคำ  ซึ่งเชื่อว่าเป็นกิ่งต้นโพธิ์ที่มาจากอินเดีย 

            ในวันปากปี คือ วันที่ 26 เมษายน  ชาวบ้านจะประกอบพิธีสำคัญของหมู่บ้าน  เพื่อต่ออายุของหมู่บ้านให้ยืนยาว  ให้ชาวบ้านอยู่อย่างสงบสุขร่มเย็น  ไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยล้มตาย  คือ ประเพณีส่งเคราะห์หลวง  หรือ  ตานใจบ้าง หรือ แป๋งบ้าน  ใจบ้านถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์ เดิมมักจะเป็นกลางหมู่บ้านหรือ จุดแรกที่มีการตั้งบ้านเรือนอยู่  แต่ภายหลังเนื่องจากมีการขยายหมู่บ้านที่ตั้งของใจบ้านจึงไม่ได้อยู่กลางหมู่บ้านอีกต่อไป  ใจบ้านมักปรากฏเป็นรูปเสา  อาจจะเป็นเสาเดี่ยว หรือเสาใหญ่ 1 ต้นล้อมรอบด้วยเสาเล็กอีก 4 ต้น หรือที่สิบสองปันนามีหลายบ้านที่ใจบ้านทำด้วยก้อนหินเดี่ยว  หรือทำเป็นรูปเส้า ที่ตำบลบวกค้างนี้มีทั้งที่เป็นเสาไม้บานคอนกรีตตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่  เสาไม้ธรรมดามีรั้วขัดแตะล้อมเอาไว้  ที่ตั้งมีทั้งบริเวณสามแยกในหมู่บ้านหรือตั้งอยู่มุมใดมุมหนึ่งของหมู่บ้าน  อาจจะเป็นที่สาธารณะหรือในเขตบ้านของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ได้  การมีใจบ้านเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวลื้อและเขิน  ซึ่งก็หมายถึงชาวยองด้วย เช่นกัน  ประเพณีตามบ้านนี้ทำเพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนทั้งหมู่บ้าน ดั้งนั้นชาวบ้านจะมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ 

            พิธีเลี้ยงใจบ้านนี้ทั้งส่วนที่เกี่ยวกับพุทธและผี ส่วนที่เกี่ยวกับพุทธมีการนิมนต์พระ 9 รูปไปเทศนา เจริญพระพุทธมนต์เป็นการสืบชะตาให้กับหมู่บ้านและชาวบ้าน มีการโยงสายสิญจน์ซึ่งในอดีตใช้คาเขียว จากบ้านมาถึงวัด ในส่วนที่เป็นของชาวบ้านซึ่งประกอบพิธีโดยอาจารย์ที่บริเวณใจบ้าน เป็นการส่งเคราะห์หลวง โดยชาวบ้านจะทำสะตวง 8 อันเพื่อใส่เครื่องบูชาพลีกรรมต่าง ๆ ปั้นรูปคนสัตว์ 108 รูป อาจารย์วัดเป็นผู้นำไปวางไว้ 8 ทิศรอบหมู่บ้าน ใช้ด้ายสายสิญจน์แทนคาเขียวโยงจากใจบ้านไปยังบ้านเรือนทุก ๆ บ้าน รอบ ๆ ใจบ้านชาวบ้านจะนำขันทรายและขันน้ำส้มป่อยมาวางไว้  เมื่อทำพิธีเสร็จก็นำไปพรมรอบบ้านของตนเป็นการไล่เคราะห์  ที่ประตูบ้านจะติดตาแหลง 7 ชั้นเหมือนบ้านเรือนของชาวลื้อและยองที่สิบสองปันนาและที่เมืองยอง  การทำพิธีใจ๋บ้านนี้จะทำวัน  ปากปี คือวันที่ 16 มีข้อแม้ว่าจะต้องไม่มีคนตายในวันนั้น หากมีคนตายจะต้องเลื่อนไปทำวันอื่น พิธีจะเริ่มทำทำตั้งแต่แต่หลังรับประทานอาหารเช้าแล้ว  มีการเทศนาเจริญพุทธมนต์มีการตานธรรมสีผูกเป็นธรรมเนียม  อาจารย์วัดกล่าวขอให้เคราะห์ร้ายสิ่งไม่ดีไม่งามทั้งหลายพ้นไปจากชาวบ้าน  ที่ตำบลบวกค้างนี้มีหนังสือใช้ในการประกอบพิธีนี้เรียกว่า  พิธีแป๋งบ้าน  เก็บไว้ที่บ้านอาจารย์ผู้ประกอบพิธี 

 

(zzzzz) 200993_67123.jpg

 

             เดือน 9 มีพีเลี้ยงผีปู่ย่าเพื่อแสดงความเคารพและระลึกถึงบุญคุณบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว  เชื่อกันว่าในสมัยก่อนเพื่อพ่อแม่ตาย  ลูกหลานมักไม่ค่อยได้ทำบุญไปให้อาจจะเนื่องจากอยู่ห่างไกลวัดลูกหลานมีธรรมเนียมว่าในเครือญาติผีปู่ย่าเดียวกันนี้ห้ามแต่งงานกัน  ผีปู่ย่านี้ถือเสมือนเป็นผีอารักษ์  ดั้งนั้นไม่ว่าจะมีกิจกรรมใด ๆ เช่น การแต่งงาน  การย้ายเข้าหรือออกจากบ้านจะต้องมีการบอกกล่าวผีปู่ย่าอาจจะโกรธจนทำให้คนในครอบครัวเกิดอาการเจ็บไข้ไม่สบายได้  ในการเลี้ยงผีปู่ย่าจะใช้อาหารต่าง ๆ กันไปแล้วแต่ผีปู่ย่าจะชอบ  หรือแล้วแต่ธรรมเนียมของครอบครัวนั้น ๆ

           ความเชื่อถือผีในสมัยก่อนนั้นมีความสำคัญมาก  ชาวยองเชื่อว่ามีผีทุกแห่งจะต้องไม่ละเมิดหรือการกระทำให้เกิดผีโกรธ  ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีไม่เหมาะสม  มิฉะนั้นผีจะลงโทษ  อาจจะทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล  เพาะปลูกไม่ได้ผล  เกิดอาเพศต่าง ๆ ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน  จึงจัดให้มีพิธีกรรมต่าง ๆเพื่อไหว้วอนขอความคุ้มครองช่วยเหลือจากผี  และมีพิธีกรรมเพื่อจะแสดงความขอบคุณผี เช่น พิธีตานข้าวใหม่เป็นการขอบคุณผีบรรพบุรุษและผีนาที่ทำให้มีผลผลิตข้าวทุ่งอุดมสมบูรณ์

           ในระดับหมู่บ้านในเดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำจะมีการเลี้ยงผีเสื้อบ้าน เป็นประเพณีตั้งเดิมที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ  ในอดีตจะมีในทุกหมู่บ้าน  จะต้องมีการเลี้ยงหรือทำพิธีบวงสรวงทุกปีเพื่อขอความคุ้มครองและความอุดมสมบูรณ์  ที่บ้านย่าปายมีผีต้นตระเรียกว่าเสื้อบ้าน คือ เจ้าฟ้าสะท้านและเข้าข้อมือเหล็กไฟ  มีการเลี้ยงผีเสื้อบ้าน  โดยชาวบ้านจะมารวมตัวกันในบริเวณหอเสื้อบ้าน  นำเครื่องเซ่นสังเวย  ประกอบด้วยข้าวตอกดอกไม้  หมากหัวพลูมัดเหล้าไก่คู่ และอาหารคาวหวานมาเลี้ยงผี  แล้วแต่ว่าเสื้อบ้านของแต่ละแห่งชอบอะไรเป็นพิเศษแต่ละบ้านจึงเลี้ยงอาหารไม่เหมือนกัน

            การเลี้ยงผีที่บ้านกอสะเลียมหมู่ที่ 8 มีลักษณะเฉพาะ หมู่บ้านนี้แบ่งเป็นกลุ่มหมู่บ้านเล็ก 3 กลุ่ม  จึงมีมีหอเสื้อบ้านอยู่ท้ายบ้าน 3 แห่ง  เมื่อถึงเวลาเลี้ยงผีเสื้อบ้าน  ชาวบ้านแต่ละแห่งจะเอาไก่ต้ม ๑ คู่ ไข่ต้ม ๑ คู่ แคบหมูและข้าวสุกเท่านั้นไปเลี้ยงผีเสื้อบ้าน โดยไม่ใช้เหล้า เพราะเชื่อว่าถ้าผีเมาเหล้าจะอาละวาด ไปสิงร่างชาวบ้านทำให้เกิดความวุ่นวาย ในวันประกอบพิธีชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารไปไว้บ้านผู้ซึ่งทำพิธีซึ่งเรียกว่า ล่าม บางแห่งเรียกว่าตั้งข้าว ในเวลาเช้าก่อนอาหารเช้า เมื่อของเซ่นไหว้มาครบแล้วล่ามจะนำไปทำทำพิธีเซ่นไหว้ที่หอผีแต่เพียงผู้เดียว

            การเลี้ยงหรือไหว้ผีเสื้อบ้านนอกจากจะเลี้ยงหรือไหว้เป็นประจำแล้ว ชาวบ้านยังมีการไหว้ในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น เมื่อมีงานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานบวช และงานอื่นๆ เพื่อบอกกล่าวผีเสื้อบ้าน ซึ่งถือว่าเป็นผีอารักษ์ให้ทราบ เพื่อให้งานนั้นดำเนินไปด้วยดี หากมีผู้ป่วยก็จะบนผีเสื้อบ้านให้หายป่วยด้วยเช่นกัน

            นอกจากผีเสื้อบ้านยังมีผีเสื้อวัดซึ่งต้องเลี้ยงเป็นประจำทุกปีและในโอกาสสำคัญ ๆ ผู้ประกอบพิธี คือ ล่ามวัด เนื่องจากในเดือนนี้เป็นระยะเวลาที่จะเริ่มทำการเพาะปลูกจึงมีพิธีเลี้ยงผีเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ เช่น การเลี้ยงผีขุนน้ำเพื่อแสดงความขอบคุณที่ผีอารักษ์ต้นน้ำได้ให้น้ำในการทำนาเพาะปลูก ในเขตอำเภอสันกำแพงนี้จะเลี้ยงผีขุนน้ำแม่ออนทำพิธีริมฝั่งน้ำแม่ออนพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นพิธีเพื่อขอน้ำฝน เป็นพิธีเก่าแก่ของชุมชนที่จะต้องไปทำร่วมกับชุมชนอื่นๆที่อาศัยน้ำจากลำน้ำแม่ออน เชื่อกันว่ามีเจ้าพ่อขุนออนเป็นผู้ปกปักษ์รักษาลำน้ำ ทุกปีเพื่อทำให้เจ้าพ่อพอใจ ชาวบ้านจะต้องนำเครื่องสังเวยไปถวายที่ป่าขุนออนทางด้านตะวันตกติดกับลำน้ำออนซึ่งมีศาลของเจ้าพ่ออยู่ การเลี้ยงผีขุนน้ำจะทำก่อนลงมือไถคราด เริ่มทำพิธีในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ วันเลี้ยงเป็นวัน ๑๕ ค่ำ ของที่นำไปเซ่นสังเวยเจ้าพ่อประกอบด้วยวัวตัวผู้สีดำ ๑ ตัว หมูตัวผู้ ๑ ตัว ไก่ตัวผู้สีดำ ๑ ตัว พร้อมสุราและข้าวสาร ตลอดเวลาการเลี้ยงผีจะมีการบรรเลงดนตรีอย่างครึกครื้นและมีการทรงเจ้าพ่อประกอบด้วย การเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นพิธีสำคัญของอำเภอสันกำแพง ในสมัยก่อน ตำบลต่างๆจะต้องส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม เพื่อจัดทำพิธีนี้และมีการแก้บนเงินจากเจ้าของนาที่ใช้น้ำจากลำน้ำออนเพื่อซื้อเครื่องเซ่นสังเวย ปัจจุบันขนาดของพิธีลดลงผู้ที่ไปร่วมพิธีจะเป็นชาวนาจากหมู่ ๓ และหมู่ ๕ เท่านั้น

 

(zzzzz) 200993_67153.jpg

 

            เดือน ๑๐ มีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเพาะปลูก ซึ่งพิธีของชาวยองนั้นจะเหมือนกับคนเมือง คือ มีพิธีแฮกนา เพื่อบูชาแม่โพสพ แต่ก่อนทำเหมือนการขึ้นท้าวทั้งสี่ นำอาหารแกงส้มแกงหวาน ข้าว กล้วย อ้อย ใส่ในสะตวง ๖ อัน วาง ๔ ทิศถวายท้าวสี วางข้างบนบนเพื่อถวายพระอินทร์ และวางข้างล่างบนดินถวายพระแม่ธรณี เจ้าที่นา มีการปักตาแหลวเพื่อให้ช่วยดูแลคุ้มครองข้าวและเอาไม้หมายนาไปวางไว้ เป็นการบอกกล่าวแก่ผีนาและแม่พระธรณีให้คุ้มครอง

            สมัยก่อนจะไม่แฮกนาในวันเสียเป็นอันขาด วันที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นวันเสียในแต่ละเดือนมีดังนี้

เดือน เกี๋ยง       เดือนห้า                      เดือนเจ็ด           เสีย      วันอาทิตย์ วันจันทร์      

เดือน ยี่          เดือนหก                      เดือนสิบ            เสีย      วันอังคาร

เดือน สาม       เดือนเจ็ด                     เดือนสิบเอ็ด       เสีย       วันพฤหัสบดี วันเสาร์

เดือน สี่          เดือนแปด                    เดือนสิบสอง       เสีย       วันศุกร์ วันพุธ

             ในปัจจุบันจะกระทำกันง่ายๆ คือ หาฤกษ์ยามที่เหมาะสมแล้วเจ้าของนาก็จะข้าวที่เพาะไว้ในแปลงประมาณ ๓-๔ ต้นใส่ปลูกในนา เป็นการเอาฤกษ์เอายามก่อนการปลูกจริง มีการเลี้ยงผีนา เพื่อให้ผีดูแลนาข้าวไม่ให้แมลงหรือสัตว์อื่นๆ มาทำลายข้าวและให้เกิดผลดี การเลี้ยงผีนา

ใช้ไก่ต้ม อาหารขนมของหวานและดอกไม้ เมื่อไปถึงยังที่นา ให้ฉีกเนื้อไก้เอาปีกไก่ปักไว้ ๔ ทิศ บอกกล่าวผีให้มาคุ้มครองข้าวในนา

            ในเดือนสิบนี้เป็นธรรมเนียมว่าชาวบ้านจะตานขันข้าวเพื่อเป็นเป็นกุศลสำหรับตนเองหรือญาติพี่น้องพ่อพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว มักทำในวันพระหรือวันสำคัญต่างๆ โดยนำเอาอาหารคาวหวานต่างๆ จัดใส่สำหรับ นำมาถวายแก่พระสงฆ์ บอกชื่อที่ต้องการทำบุญให้แล้วหาดน้ำอุทิศถวาย

           ก่อนวันอาสฬหบูชาชาวบ้านจะถวายเทียนเข้าพรรษาเพื่อให้ความสว่างแก่พระสงฆ์ในเวลาท่องพระธรรมในสมัยก่อน และเป็นการสร้างกุศลแก่ผู้ถวาย เป็นงานใหญ่ของชุมชนเช่นกันในโอกาสนี้ที่วัดบวกค้างเพื่อเข้าโบสถ์ทำพิธีสงฆ์ตอนกลางคืนมีการเวียนเทียน

           หลังจากวันอาสฬหบูชาหนึ่งวันจะเริ่มประเพณีเข้าพรรษาพระสงฆ์ทุกรูปจะต้องทำพิธีอธิษฐานพรรษา เพื่ออยู่ประจำในวัดใดวัดหนึ่งที่ตนทำพิธีนั้นเป็นเวลา ๓ เดือน ในฤดูฝนเริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๘ ถึง แรม ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ มีการประชุมในโบสถ์มีการประการชุมในโบสถ์พระผู้น้อยจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาลาโทษพระผู้ใหญ่ที่ได้ล่วงเกินทั้งกาย วาจา ใจ ในเดือนสิบนี้เป็นโอกาสที่ผู้เฒ่าผู้แก่จะมานอนวัดจำศีล เพื่อทำให้จิตใจสงบเพื่อความสุขภายภาคหน้า จะมาเป็นประจำทุกวันวันพระและวันสำคัญทางศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันพระข้างขึ้นหรือแรม ๘ ค่ำและ ๑๕ ค่ำตลอดระยะเวลาเข้าพรรษา สิ่งที่ต้องเตรียมมาในการจำศีลที่วัด คือ เครื่องแต่งกายสีขาวเครื่องนอน พานใส่ดอกไม้ธูปเทียน น้ำสำหรับกรวดอุทิศส่วนกุศลและอาหารคาวหวานตามสมควร เมื่อมาถึงวัดจะนำเอาดอกไม้ธูปเทียนใส่ในขันแก้วทั้ง ๓ แล้วร่วมทำวัตรเช้า รับศีลห้า เมื่อชาวบ้านทั่วไปกลับบ้านไปแล้ว ผู้ที่มานอนวัดจะรับศีลแปด คือ  อุโบสถศีลของพระสงฆ์  เพื่อปฏิบัติเป็นเวลา ๑ วัน ๑ คืน  ในช่วงเวลานี้จะรับประทานอาหารได้เพียงมื้อเดียว  คือ  ก่อนเที่ยง  ผู้ถือศีลจะไปยังอุโบสถเพื่อบำเพ็ญภาวนาหรือนั่งสมาธิ  รับการอบรมสั่งสอนธรรมะจากพระ  ตอนบ่ายฟังเทศน์  ตอนเย็นหลังจากอาบน้ำแล้วมีการทำวัตร  สวดมนต์และสนทนาธรรมระหว่างกัน  ตอนใกล้รุ่งสวดกัมมัฏฐานและภาวนาต่อจนรุ่งเช้า  แล้วจึงสมาทานศีลห้าจากพระสงฆ์  มีการสนทนาธรรม  หลังจากนั้นก็เก็บกวาดเครื่องใช้และวัดวาอารามให้สะอาดก่อนกลับบ้าน

               เดือน  ๑๑  มีการฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวันพระ  เพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์สดใส  ให้ความรู้ทางธรรมแก่ชาวบ้าน  เป็นโอกาสที่ผู้เฒ่าผู้แก่จะได้มาพบปะกัน ในทางโลกเดือน  ๑๑  นี้เป็นเดือนที่จะมีการดำนาปลูกข้าว  ชาวบ้านมีธรรมเนียม    การเอามื้อเอาวัน   เป็นการช่วยกันทำงาน  ตอบแทนแรงงานซึ่งกันและกัน  สร้างความสัมพันธ์อันดีกันในหมู่บ้านและชุมชน  ทั้งเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน  เมื่อเจ้าของนาจะเริ่มปลูกก็จะไปบอกเพื่อนบ้านใกล้เคียง  ปัจจุบันมีการปลูกข้าวน้อยลง  หันไปปลูกพริกแทนก็ยังปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน  แต่การตอบแทนซึ่งเดิมเป็นการเลี้ยงอาหาร  ขนมจีนหรือลาบพร้อมทั้งขนมและเครื่องดื่มต่าง ๆ ปัจจุบันเป็นการตอบแทนด้วยเงิน หลังจากเสร็จการทำนาแล้ว   ชาวบ้านก็จะทำพิธีทำขวัญควาย  เป็นการขอโทษที่ได้ใช้งานหนักและทุบตีควายระหว่างฤดูการทำนา  และเป็นการขอบคุณควายที่ได้ช่วยเหลือให้มีข้าวกินจะทำที่คอกควาย  โดยเจ้าของเตรียมข้าวตอก  ดอกไม้  ธูปเทียน สายสิญน์ ข้าว น้ำ หญ้าอ่อนไก่ต้ม ๑ คู่ เหล้า ๑ ไห  และ น้ำส้มป่อย มาที่คอกควาย  อาบน้ำให้ควาย  ให้น้ำให้อาหารควายกินจนอิ่มหนำสำราญ  ก็นำด้ายสายสิญน์มาพันรอบเขาทั้งสองข้างพร้อมกับกรวยดอกไม้   ปะพรมน้ำขมิ้นส้มป่อย  แล้วกล่าวรียกขวัญควาย  เป็นการขอโทษควายที่ได้ดุด่าทุบตีในระหว่างใช้งาน   

               เดือน  ๑๒  มีประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตาย   รวมทั้งส่งเคราะห์ให้ผู้ตายด้วย  โดยในวันขึ้น ๑๔  ค่ำ  ชาวบ้านจะจัดเตรียมอาหาร  ขนมหวานต่าง ๆ หมากพลูและบุหรี่พร้อมข้าวตอกดอกไม้  ใส่ขันหรือพาน  ถึงวันขึ้น ๑ค ค่ำก็จะนำไปถวายพระสงฆ์ที่วัด  เป็นการทานขันข้าว  โดยมีการหยาดน้ำ หรือ  กรวดน้ำอุทิศถวายไปให้ผู้ตายแล้วก็มีการใส่บาตรและฟังเทศน์แบบทางเหนือซึ่งมีความไพเราะมาก  มีการเทศน์เช้าถึงเที่ยง  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การทานเปรต  หรือประเพณีเดือน ๑๒  เป็ง เชื่อกันว่า  ในเดือน ๑๒ ขึ้น ๑ ค่ำ ถึงแรม ๑๔ ค่ำ  พระยายมราชจะปล่อยวิญญาณสัตว์และมนุษย์ให้กลับสู่โลก  เพื่อรับขอส่วนบุญที่พี่น้องลูกหลานทำให้  ประเพณีดังกล่าวนี้เป็นการแสดงถึงความกตัญญูรู้คุณที่ลูกหลานมีต่อบรรพบุรุษ และเป็นบุญกุศลแก่ผู้ทำ

            นอกจากนี้มีประเพณีกิ๋นก๋วยสลากหรือประเพณีสลากภัต   เป็นงานที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างมากมาย   แสดงถึงความศรัทธาในศาสนาและการร่วมสนับสนุนวัดและพระสงฆ์เพราะเป็นโอกาสที่ชาวบ้านจะได้ถวายจตุปัจจัยต่างๆ ให้แก่พระสงฆ์   นอกจากชาวบ้านที่เป็นศรัทธาของวัดนั้นๆ  แล้วยังมีพระสงฆ์จากวัดอื่นมาร่วมพิธีด้วยเป็นจำนวนมาก

 

 

 

 

 

 



Online: 2 Visits: 60,815 Today: 51 PageView/Month: 1,840